Ransomware

ภัยคุกคามจาก Ransomware ที่เปลี่ยนไป: การเพิ่มขึ้นของคนในองค์กรที่เป็นภัย

FORTSECURE GLOBAL· 2026-09-02🛰 Dark Reading
#Ransomware#Insider Threat#Cyber Risk#Social Engineering#Data Privacy
ภัยคุกคามจาก Ransomware ที่เปลี่ยนไป: การเพิ่มขึ้นของคนในองค์กรที่เป็นภัย

ในขณะที่การป้องกันจากภายนอกแข็งแกร่งขึ้น กลุ่ม Ransomware ได้หันมาใช้วิธีจ้างพนักงานภายในเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งสร้างความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนให้กับองค์กร

ปัจจัยด้านมนุษย์: ทำไมกลุ่ม Ransomware ถึงเล็งเป้าหมายไปที่คนในองค์กร

ในขณะที่ระบบป้องกันขอบเขตขององค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นผ่านการนำ AI-driven threat detection, advanced firewalls และ robust endpoint protection มาใช้กันอย่างแพร่หลาย กลุ่มอาชญากร Ransomware จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์ โดยหันไปมุ่งเป้าที่องค์ประกอบที่คาดเดาไม่ได้และเปราะบางที่สุดขององค์กร นั่นคือ พนักงาน จากการสังเกตการณ์ล่าสุดของนักวิจัยด้านความปลอดภัยพบแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม Ransomware เช่น LockBit หรือผู้สืบทอดของ BlackCat ที่เข้าไปสรรหาพนักงานผ่าน dark web forums และแอปพลิเคชันส่งข้อความที่มีการเข้ารหัสอย่าง Telegram ด้วยการเสนอสิ่งจูงใจทางการเงินจำนวนมหาศาล ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านดอลลาร์ ผู้โจมตีได้เกลี้ยกล่อมให้คนในองค์กรให้สิทธิ์เข้าถึงที่ถูกต้อง, ติดตั้ง malware ในเครือข่ายองค์กร หรือจงใจปิดการใช้งานเครื่องมือเฝ้าระวังความปลอดภัย การเปลี่ยนทิศทางนี้แสดงให้เห็นถึงการย้ายจากการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว มาเป็นการควบคุมทางสังคมและจิตวิทยา ซึ่งทำให้การควบคุมความปลอดภัยแบบเดิมในหลายๆ แห่งล้าสมัยไปโดยปริยาย

การเสริมสร้างการควบคุมภายในและวัฒนธรรมความปลอดภัย

การต่อสู้กับภัยคุกคามจากคนในองค์กรต้องใช้แนวทางที่หลากหลายซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและสนับสนุนกัน FORTSECURE GLOBAL แนะนำกลยุทธ์ต่อไปนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น:

  1. User and Entity Behavior Analytics (UEBA): การนำ UEBA มาใช้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการระบุรูปแบบที่เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมปกติของผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น พนักงานที่จู่ๆ ก็เข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อนในเวลาตี 3 หรือดาวน์โหลดข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาในปริมาณที่ผิดปกติ ควรจะกระตุ้นให้เกิดการแจ้งเตือนความปลอดภัยในทันที
  2. Principle of Least Privilege (PoLP): บังคับใช้ Principle of Least Privilege อย่างเคร่งครัด พนักงานควรมีสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะข้อมูลและระบบที่จำเป็นต่อหน้าที่การงานของตนเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยจำกัด 'ขอบเขตความเสียหาย' (blast radius) หากมีคนในตัดสินใจให้ความร่วมมือในการโจมตี
  3. Separation of Duties: สำหรับงานธุรการที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนกฎของ firewall หรือการเข้าถึงฐานข้อมูลระดับ root ควรต้องได้รับการอนุมัติจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตคนที่สอง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจในการทำให้องค์กรเสียหายได้โดยลำพัง
  4. การสนับสนุนและการฝึกอบรมพนักงานแบบองค์รวม: นอกเหนือจากการควบคุมทางเทคนิคแล้ว องค์กรต้องส่งเสริมวัฒนธรรมที่โปร่งใส ความเครียดทางการเงินหรือความไม่พอใจในที่ทำงานมักเป็นตัวเร่งให้เกิดการร่วมมือจากคนภายใน การจัดให้มีโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานและการสื่อสารที่เปิดกว้างจะช่วยลดโอกาสที่พนักงานจะตกเป็นเป้าหมายในการว่าจ้างของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์

แหล่งที่มา: Dark Reading เผยแพร่ครั้งแรก: Tue, 01 Sep 2026 21:03:19 GMT บทความต้นฉบับ: อ่านต้นฉบับ

Source Attribution

แหล่งที่มา: Dark Reading

เผยแพร่ครั้งแรก: Tue, 01 Sep 2026 21:03:19 GMT

บทความต้นฉบับ: https://www.darkreading.com/cyber-risk/stronger-security-drives-ransomware-groups-to-recruit-from-within

อ่านบทความต้นฉบับ ↗
ถูกใจบทความนี้

* Facebook / LinkedIn ไม่อนุญาตให้ใส่ข้อความให้ล่วงหน้า — กดปุ่มจะคัดลอกข้อความให้ก่อน เปิดหน้าแชร์แล้ววาง (paste) ได้เลย พรีวิวการ์ดจะแสดงอัตโนมัติเมื่อวางลิงก์

← กลับไปหน้า Blog